news

ภาพยนตร์คลาสสิค กลิ่นอายความเป็นหนังใหม่ที่ไม่เคยจางหาย

ภาพยนตร์คลาสสิค กลิ่นอายความเป็นหนังใหม่ที่ไม่เคยจางหาย ขึ้นชื่อว่าเป็น “ ภาพยนตร์ คลาสสิค ” ไม่ว่าจะย้อนกลับไปดูอีกสักครั้ง ก็ยังทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามันคือ หนังใหม่ ที่ติดตาตรึงใจอยู่เสมอ ทั้งยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตให้กับคุณได้อีกด้วย

มีภาพยนตร์ชนโรงหลายเรื่องที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และได้รับความนิยมแค่ช่วงแรกๆ ไม่นานก็เงียบหายไป ซึ่งความคิดนี้ก็จริงบางส่วน แต่ถ้าพูดถึง หนังคลาสสิค ที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยังไม่เคยล้าสมัยเลย ที่ให้ทั้งเนื้อหาสาระ แง่คิดดีๆ ที่มีประโยชน์ เช่น ถ้าคุณต้องการแรงบันดาลใจในการต่อสู้ชีวิต หากมัวไปดูภาพยนตร์การ์ตูน ภาพยนตร์รัก ก็คงช่วยสร้างแรงบันดาลใจอะไรได้ไม่มากนัก

แต่ถ้าได้ชมภาพยนตร์ที่ตัวละครต่อสู้อย่างหนักหน่วงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ และไม่ว่าคุณจะดูสักกี่ครั้งก็ยังคงให้ความรู้สึกว่ามันคือ หนังใหม่ ที่คลาสสิคแบบสุดๆ ไปเลย เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าจะมีภาพยนตร์เรื่องไหนบ้างที่ยังคงความคลาสสิคตลอดกาล

สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกที่อยากแนะนำคือ Forrest Gump ออกฉายเมื่อปี 1994 เป็นภาพยนตร์แห่งความประทับใจที่ทุกคนต้องดู ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลมากมาย โดยเฉพาะดารานำอย่าง ทอม แฮงค์ เล่นเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยมมาก เป็นภาพยนตร์ที่ให้แง่คิดดีๆ ว่าคนธรรมดาสามารถทำสิ่งธรรมดาให้ไม่ธรรมดาได้ เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ต้องซื้อเก็บขึ้นหิ้งไว้เลยก็ว่าได้ เพราะเราเชื่อว่าคุณจะต้องดูภาพยนตร์เรื่องนี้ซ้ำเกิน 1 ครั้งแน่นอน

ภาพยนตร์เรื่องที่สองที่อยากแนะนำคือ The Godfather เป็นภาพยนตร์ 3 ภาคจบ เริ่มออกฉายในปี 1972 แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างเก่า แต่เนื้อหายังทันสมัย ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิตได้ดีไม่แพ้ หนังใหม่ สมัยนี้ เป็นเรื่องราวของความพยายามในการรักษาอำนาจ และการหักโค่นคู่แข่งทางอำนาจ มีการชิงไหวชิงพริบอย่างแยบยล เพื่อการดำรงอำนาจไว้ให้ยาวนานของครอบครัวผู้เป็นเจ้าพ่อที่มีอิทธิพลมากครอบครัวหนึ่งในช่วงปลายปี 1940 ซึ่งเกิดขึ้นในนิวยอร์ก The Godfather ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง และนับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงขนาดที่คุณไม่ควรจะพลาดเลยล่ะค่ะ

มาต่อกันที่ภาพยนตร์เรื่องที่สามคือ The Shawshank Redemption ออกฉายเมื่อปี 1994 เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องถูกจำคุก ใช้ชีวิตในคุกที่ค่อนข้างโหดร้าย และเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ เขาจึงคิดวางแผนเพื่อหนีออกจากคุก ซึ่งการวางแผนที่แนบเนียนของเขาเป็นไปอย่างที่คนดูคาดไม่ถึง คือจุดขายของเรื่อง ฉากสำคัญที่พระเอกสามารถหนีออกจากคุกและคืนสู่อิสรภาพ เป็นฉากที่น่าประทับใจมากที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แง่คิดของการต่อสู้ การไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เป็นภาพยนตร์ที่ช่วยเติมเต็มแรงบันดาลใจในการต่อสู้ชีวิตที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

มาถึงภาพยนตร์เรื่องต่อไป หนังคลาสสิคที่คุณต้องดู คือ The Schindler’s List ซึ่งออกฉายในปี 1993 เป็นหนังที่สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความทุกข์ยากของผู้คนในสมัยสงครามโลก ทหารเยอรมันได้ทรมานพร้อมทั้งสังหารชาวยิวอย่างโหดเหี้ยม และไร้ความเมตตา แต่ในท่ามกลางความโหดร้ายของสงคราม และความชิงชังของทหารเยอรมันนั้น กลับมีนักธุรกิจชาวเยอรมันที่ชื่อ Oskar Schindler ผู้ซึ่งใช้เงินส่วนตัวที่มีทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตชาวยิวนับพันคนให้รอดพ้นจากความตาย เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ให้แง่คิดชีวิตที่ดีมากอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยฝีมือการกำกับของ สปิลเบิร์ก

อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ควรดูอีกเรื่องคือ Brave Heart ออกฉายในปี 1995 เป็นภาพยนตร์แนวการต่อสู้ที่สร้างความประทับใจให้แก่คนทั่วโลกมาแล้ว หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ทุกคนจะมีแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับชีวิตด้วยหัวใจที่กล้าหาญเช่นเดียวกับ William Wallace พระเอกของเรื่องที่รับบทโดย เมล กิบสัน ซึ่งเป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำของเรื่อง เขาพยายามต่อสู้เพื่อให้สก็อตแลนด์ได้มาซึ่งอิสระภาพจากการปกครองของอังกฤษ ฉากสุดแสนประทับใจจนทำให้ผู้ชมอาจหลั่งน้ำตา เมื่อ William Wallace ตะโกนกึกก้องคำสุดท้ายว่า “Freedom” ภาพยนตร์เรื่องนี้คุณไม่ควรพลาดเป็นอันขาดค่ะ

ต่อกันอีกเรื่องด้วยภาพยนตร์ที่ต้องดูติดต่อกัน 3 ภาค แบบม้วนเดียวจบนั่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future ออกฉายในปี 1985 นำแสดงโดย ไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ รับบทเป็น Marty McFly เด็กหนุ่มที่เดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ด้วยรถย้อนเวลา ที่ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องนาม Doc Brown เรื่องราวน่าสนุก และชวนให้คนดูคิดตามว่าหากเราสามารถย้อนไปในอดีตได้ เราควรจะแก้ไขอะไรบ้างเพื่อให้อนาคตของเราดีขึ้น เป็นภาพยนตร์ที่วางพล็อตได้น่าติดตามตลอดทั้ง 3 ภาค และเชื่อว่าผู้ชมจะต้องชมซ้ำกันอย่างแน่นอน

ปิดท้ายกันด้วยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ค่ะ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือขายดีติดอันดับนั่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง
The Lord of the Rings ออกฉายเมื่อปี 2001 เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีสมัยยุคกลางที่ ลอร์ด ซารอน
ออกตามหาแหวนวงหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาชวนติดตามมากที่สุดด้วย ฉาก เครื่องแต่งกาย บรรยากาศของเรื่อง ถูกสร้างสรรค์อย่างมีจินตนาการ ทำให้ผู้ชมเหมือนหลงเข้าไปอยู่ในดินแดนนั้นด้วย แม้ภาพยนตร์จะมีความยาวมากกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ แต่เรียกว่าใครได้ชมก็แสนสนุก เพลิดเพลิน และต้องติดตามชมกันจนจบเรื่อง นอกจากเนื้อเรื่องจะน่าติดตามแล้ว ผู้ชมยังได้ข้อคิดหลายอย่างที่สะท้อนด้านมืดในจิตใจคน คำถามคือเราจะก้าวพ้นความโลภนั้นได้อย่างไร หากไม่รู้จักควบคุมจิตใจตัวเองให้ได้

ทั้งหมดนี้คือภาพยนตร์คลาสสิคที่ดูทุกครั้งยังไงก็เหมือน หนังใหม่ ด้วยเนื้อหาสาระของภาพยนตร์ทั้งหมดนี้ สามารถนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้แง่คิดดีๆ และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชมอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างสีสัน และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ออกมาได้ดีเลยทีเดียว นี่แหละคือหนังคลาสสิคที่จะทำให้คุณประทับได้ทุกครั้งเมื่อกลับมาดูใหม่